ทริปข้ามปี : ลาวเหนือ (เวียงจันทน์ วังเวียง หลวงพระบาง) Part 1/2

ขอลัดคิวทริปอังกฤษที่ยังรีวิวไม่จบ ข้ามมาทริปสั้นๆ 6 วัน 6 คืนก่อนเลย เพราะยังสดๆ ร้อนๆ อยู่มาก ปี 56 ข้ามมาปี 57 แพลนมาฉลองคืนข้ามปีกันถึงที่ลาวค่ะ ลาวเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่อยากไปมานานมาก ฟังมาหลายประสบการณ์ บางคนนั่งรถจากไทยมา บางคนนั่งเรือช้า ฝันตั้งแต่สาวๆ จนตอนนี้ 30 กว่า รู้สึกว่าถนอมสังขารไว้เที่ยวจะดีกว่า สุดท้ายทริปนี้เลยตัดสินใจนั่งเครื่องมากันแบบสบายๆ ก่อนมาเราแพลนกันง่ายๆ แค่นี้ค่ะ

31 ธ.ค. ถึงเวียงจันทน์ เที่ยวเวียงจันทน์ นอนเวียงจันทน์

1 ม.ค. นั่งรถไปวังเวียง เที่ยววังเวียง นอนวังเวียง

2 ม.ค. เที่ยววังเวียง นอนวังเวียง

3 ม.ค. นั่งรถไปหลวงพระบาง เที่ยงหลวงพระบาง นอนหลวงพระบาง

4 ม.ค. เที่ยวหลวงพระบาง นอนหลวงพระบาง

5 ม.ค. เที่ยวหลวงพระบาง บินกลับเวียงจันทน์ นอนเวียงจันทน์

6 ม.ค. บินกลับไทยแต่เช้า (มาทำงานต่อ)

แพลนแค่นี้จริงๆ ที่เหลือมาด้นสดเอาตอนเที่ยวเลยค่ะ ถือไกด์บุ๊คกับเพื่อนมาคนละเล่ม อ่านรีวิว บล็อกโน้นนี้นั้นมาบ้าง อ่านกระทู้แนะนำอะไรบ้างที่ห้ามพลาด ดูไฮไลต์คร่าวๆ ของแต่ละที่ไว้ แล้วก็แพลนเงินที่จะใช้คร่าวๆ ง่ายแค่นี้เองค่ะ

บางคนอาจมีคำถามว่าทำไมไม่บินกลับจากหลวงพระบางเลย ง่ายกว่า ไม่ย้อนไปมาด้วย แต่หลังจากลองเช็คค่าตั๋วบินกลับจากหลวงพระบางแล้ว สู้ราคาไม่ไหวค่ะ ขนาดบินกลับมาเวียงจันทน์ เสียค่าโรงแรมคืนนึง แล้วค่อยบินกลับจากเวียงจันทน์ตอนเช้า คำนวณแล้วยังถูกกว่าเลยค่ะ

ถัดจากซื้อตั๋วเครื่องบิน กำหนดวันเที่ยวคร่าวๆ แบบด้านบน ก็เป็นช่วงเวลาของการจองที่พักค่ะ อยากจะไปเดินวอล์คอินเอา แต่ก็กลัวว่าที่พักจะเต็มเนื่องจากเป็นหน้าเทศกาลสุดๆ เลยขอสบายใจด้วยการจองไปเลยจะง่ายกว่า อ่านรีวิวเอาจากเว็บจองโรงแรมบ้าง เสิร์ชจากกระทู้คนไทยบ้างค่ะ ผสมๆ กันเอาหลายอย่าง อีกอย่างที่เป็นเงื่อนไขคือ เราหาห้องพักที่มีห้องสำหรับนอนสามคน หรือเสริมเตียงได้ด้วยค่ะ เพราะไปกัน 5 ชีวิต

รู้รายละเอียดทริปและการวางแผนทริปคร่าวๆ แล้ว ก็ไปเริ่มต้นกันที่วันแรกเลยค่ะ

วันที่ 1 : กรุงเทพ – เวียงจันทน์

เราจองสายการบิน Lao Central Airlines มาค่ะ (ค่าตั๋วไปกลับกรุงเทพ – เวียงจันทน์ 3790 บาท) เครื่องออกจากสุวรรณภูมิ 10 โมง ดีเลย์พอหอมปากหอมคอเป็น 10.30 มาถึงเวียงจันทน์ 11.25

บนเครื่องเสิร์ฟอาหารเช้าแบบง่ายๆ เป็นผัดหมี่ด้วย มีน้ำ ผลไม้ให้ สำหรับเราเทียบกับราคาถือว่าโอเคนะ รับได้

IMG_9411

มาถึงเวียงจันทน์วันหยุดสิ้นปีแบบนี้ ที่สนามบิน ที่แลกเงินปิดไปหลายเจ้าเลยค่ะ เราเจอเปิดอยู่แค่เจ้าเดียวเท่านั้น (แลกเงินไทยเป็น US มาก่อนจากที่ไทย แล้วเอา us มาแลกเป็นกีบที่นี่ค่ะ จะได้เรทดีกว่าเอาเงินไทยมาแลกเลย)

วิธีคำนวณเงินกีบเป็นเงินไทยคร่าวๆ (อ่านจากที่อื่นมาอีกต่อ) ให้ตัด 0 ออกสามตัว แล้วเอา 4 คูณเข้าไปค่ะ เช่น 10,000 กีบ ก็จะเท่ากับ 40 บาท เป็นต้น

ที่สนามบินมีเคาน์เตอร์ taxi ให้บริการ ราคาโอเคเป็นมาตรฐานค่ะ ถ้าเข้า Center Area (จะไปโรงแรมไหนก็ส่งถึงโรงแรม) ก็คิดเท่ากันหมดค่ะ ถ้าเป็นรถเก๋ง 7 us ถ้าเป็นรถแวน 8 us รถเก๋งนี่อัดกันสุดๆ ก็นั่งได้ 5 คนค่ะ (เยอะกว่านี้เกรงว่าเค้าอาจจะไล่ให้เรียกสองคันได้)

คืนนี้ที่เวียงจันทน์ เราจอง Family Hotel ไว้ค่ะ เป็นโรงแรมที่มีห้องแบบ triple ด้วย (ห้อง triple ราคา 47 us ห้อง double ราคา 33 us รวมอาหารเช้าแล้ว) สภาพห้องโอเคเลย ถึงจะไม่ใหญ่มาก แต่ก็ดูครบครัน สะดวกสบายดี

IMG_9422

IMG_9423

พอเก็บของเรียบร้อย เราก็เรียกรถสกายแล็บ หน้าตาเหมือนตุ๊กๆ สองแถว ไปพระธาตุหลวงกันเป็นที่แรกค่ะ (รถที่นี่จะถามว่าเราไปกี่คนเสมอ แล้วก็คิดราคาต่อคนให้ ต่อราคาตามพอใจนะคะ บางทีถ้าไปที่ไกลๆ เดินจากมาทำเป็นไม่เอา ผ่านไปสักพักเค้าก็ขับตามมาง้อ พร้อมลดราคาให้ก็มีเหมือนกัน) พระธาตุหลวงจะอยู่ไกลออกไปจากตัวเมืองหน่อย ต้องเรียกรถทั้งไปและกลับ คนรถฉลาดก็เลยถามว่าให้อยู่รอด้วยเลยมั้ย สรุปพวกเราเสียค่ารถไปและกลับรวมกันคนละ 80 บาทค่ะ

พระธาตุหลวงเก็บค่าเข้าคนละ 5000 กีบ หรือจะจ่ายเป็นเงินไทยก็ 20 บาท (ที่นี่หลายที่เลือกจ่ายเงินไทยเค้าก็รับค่ะ สบาย แค่เตรียมแบงค์ย่อยอย่างแบงค์ 20 กับแบงค์ร้อยไว้เยอะๆ หน่อยก็พอ) พระธาตุหลวงตอนบ่ายๆ ที่พระอาทิตย์ส่องลงพอดี ถ่ายรูปออกมาทองอร่ามสวยมากจริงๆ ค่ะ ถึงแดดจะแรงไปหน่อย แต่โชคดีที่ฤดูนี้อากาศเย็นกว่าทุกปีพอดี เลยทำให้ไม่ร้อนเกินไปนัก เที่ยวแล้วไม่ค่อยเหนื่อย

IMG_9438

IMG_0662

ให้รถกลับเข้ามาส่งแถวๆ หอพระแก้ว และวัดสีสะเกด ซึ่งเป็นอีกสองที่ไฮไลท์ของที่นี่ ทุกที่เก็บค่าเข้า 20 บาทเท่ากันหมดค่ะ แล้วก็จะปิดราวๆ 16.00 น. เหมือนกัน ใครจะเที่ยวก็ต้องเผื่อเวลากันดีๆ

IMG_9470

IMG_9471

IMG_9455

IMG_9466

เสร็จจากสองที่นี้เดินไปไม่ไกลก็ถึงร้าน Joma Bakery ยอดฮิตค่ะ ต้องแวะชิมให้ได้ เสียดายเมนูที่หลายคนแนะนำหมด ก็เลยสั่งโกโก้เย็นกับสโคนแทน สโคนอร่อยเพลินๆ แต่ไม่หอมมากเท่าไหร่ ส่วนโกโก้ไม่ค่อยเข้มข้นเลยแฮะ สำหรับการลองครั้งแรกเลยเฉยๆ คงเพราะคาดหวังแอบสูงนั่นเอง

IMG_0699

IMG_0703

นั่งกินกันเสร็จตั้งใจจะเดินหาซิมแถวตลาดเช้ามอลล์ แต่ปรากฏว่าปิดหมดแล้ว (ปิด 5 โมงค่ะ) แต่พอดีมองเข้าไปเห็นร้านนึงยังเปิดไฟ แถมเป็นร้านขายมือถือด้วย ก็เลยเดินเข้าไปถามเรื่องซิมกัน หาซื้อกันไปๆ มาๆ เพื่อนได้กันมาลองคนละยี่ห้อ ราคาใกล้เคียงกันค่ะ หลังจากลองจนจบทริป สรุปได้ว่า ยี่ห้อ unitel สัญญาแรงเว่อร์ค่ะ แนะนำเลย สนนราคาทั้งซิมทั้งแพ็คเกจเน็ตรวมกันอยู่ที่ 360 บาท ใช้เน็ตได้ 1 GB ภายใน 30 วัน อีกยี่ห้อที่เพื่อนใช้คือ beeline ค่ะ อันนี้ราคาจะถูกกว่าหน่อย แต่เหมือนเน็ตแรงไม่เท่า

เราเดินกลับไปโรงแรมเพื่อติดต่อรถไปวังเวียงวันพรุ่งนี้ค่ะ เพราะเห็นแว้บๆ ว่ามีโบรชัวร์แปะอยู่ที่บอร์ดของโรงแรม ราคาตรงนี้กับท่ารถก็คงไม่ต่างเท่าไหร่ เพราะเทียบกับราคาในไกด์บุ๊คที่เอาไปยังถูกกว่าเลย ก็เลยตัดสินใจจองรถไปเลย รอบ 10 โมง โดยเค้าบอกว่าจะมีรถตุ๊กตุ๊กมารับตอน 9.30 ไปส่งยังจุดขึ้นรถเลย

ตอนเย็น เราตั้งใจจะไปกินร้านขอบใจเด้อ ร้านดังของที่นี่ แต่ลืมคิดไปว่านี่คือคืนข้ามปีค่ะ คนมหาศาล คิวยาว เดินหาร้านไหนก็เต็ม ต้องจองเอาไว้ สุดท้ายเลยกลับไปตายรังร้านอาหารธรรมดาๆ ที่ข้างโรงแรมซะ

IMG_9493

จากนั้นก็ไปเดินเล่นตลาดมืด ซึ่งดันวายเร็วกว่าปกติ เพราะพ่อค้าแม่ค้าเก็บร้านจะไปเคาท์ดาวน์เหมือนกัน เดินได้แป๊บเดียวก็ตัดสินใจเรียกรถตุ๊กๆ ไปประตูชัย พร้อมกลับมาส่งที่โรงแรม (คิดคนละ 50 บาท) จริงๆ ถ้ามาตอนพระอาทิตย์ใกล้ตก น่าจะถ่ายรูปสวยๆ ได้ง่ายกว่านี้ ไม่มืดเกินไปค่ะ แต่วิวตอนกลางคืนก็ได้อารมณ์ไปอีกแบบเหมือนกัน

IMG_9508

IMG_0993

จบวันนี้เท่านี้ค่ะ กลับโรงแรมพักผ่อน หลับปุ๋ยไปก่อนเที่ยงคืนซะอีก

วันที่ 2 : วังเวียง

ตื่นแบบนอนมาเต็มที่ค่ะเช้านี้ โรงแรมมีอาหารเช้าให้ด้วย อร่อยดีเหมือนกัน ให้เลือก 2 อย่างจากประมาณ 8 อย่าง และเครื่องดื่มอีก 1 อย่าง

IMG_0736

IMG_0737

IMG_0739

IMG_0740

เหลือเวลานิดๆ หน่อยๆ ก็เลยเดินเล่นใกล้ๆ โรงแรมค่ะ (เพื่อนอีกสามคนเรียกรถแว้บไปวัดองค์ตื้อ) รถตุ๊กๆ มารับที่โรงแรมตอน 9.30 เพื่อไปขึ้นรถบัส VIP ซึ่งจอดอยู่อีกที (ตอนแรกคิดว่าจะเป็นที่ท่ารถ แต่ไม่ใช่) รถออก 10 โมง แล้วก็มีแวะตอนเกือบๆ เที่ยงที่ร้านเล็กๆ มีห้องน้ำให้เข้า (เสียค่าเข้าประมาณ 5 บาท หรือ 1000 กีบก็ได้) แล้วก็มีขายน้ำ ขายข้าวจี่ (บาแกตต์) เราซื้อข้าวจี่กินค่ะ ร้านนี้ราคา 10,000 กีบ ได้ 1 ไส้ ถ้าเลือกใส่ไส้เพิ่มก็ไส้ละ 5,000 กีบ

IMG_0749

รถมาถึงท่ารถวังเวียงตอน 13.30 น. ค่ะ พอมาถึงเราก็จัดแจงถามเวลารถไปหลวงพระบางเอาไว้เลย แล้วก็ซื้อตั๋วไว้เลย (คนละแสนกีบ) แต่เอาจริงๆ หลังจากอยู่วังเวียงไปสองวันก็ได้ค้นพบว่า ไปซื้อเอาตามเอเยนต์ในเมืองก็ได้ค่ะ ราคาเท่ากัน บางที่เขียนไว้ 95,000 กีบด้วยซ้ำ และทุกเจ้าก็น่าจะเป็นรถเจ้าเดียวกันหมด

ท่ารถจะอยู่ห่างออกมานิดนึงจากตัวเมือง แค่นิดเดียวจริงๆ แต่เขามีรถตู้โทรมๆ เล็กๆ กึ่งบัสอีกคันเข้ามาส่งคนในตัวเมืองอีกต่อ พอลงแล้วเดินอีกไม่ไกลก็ถึงที่พักที่เราจองไว้ค่ะ

IMG_0979

ที่วังเวียงเราเลือก River View Hotel อยู่ริมแม่น้ำเลย คืนละ 1100 บาท (ห้อง double) บรรยากาศดีเชียว วิวจากหน้าต่างห้องพักเห็นภูเขาฝั่งตรงข้ามเลยค่ะ ทำเลถือว่าถูกใจมาก สภาพห้องก็โอเค แต่น้ำอุ่นอุ่นน้อยไปหน่อยสำหรับหน้าหนาวจับจิตแบบที่เราเจอ

IMG_9538

IMG_0753

IMG_0759

IMG_0769

เก็บข้าวของเสร็จแล้ว เราก็ออกมาเดินเล่น เช่าจักรยานขี่กันค่ะ สนนราคาจักรยานธรรมดาแบบคุณแม่บ้าน อยู่ที่ 15,000 กีบ ส่วนเสือหมอบ 20,000 กีบ (คืนจักรยานได้ประมาณ 1-2 ทุ่มแล้วแต่ร้าน)

IMG_9546

พวกเราปั่นไปที่วังเวียงรีสอร์ตซึ่งเป็นที่ตั้งของถ้ำจังกัน ค่าเข้ารีสอร์ทเสียเงินคนละ 2,000 กีบ ค่ารถ 2,000 กีบ พอเข้าไปถึงแล้วจะเดินข้ามสะพานไปถ้ำ ก็ต้องเสียค่าเข้าถ้ำอีกคนละ 15,000 กีบ เดินขึ้นบันได 100 กว่าขั้นก็ถึงปากทางเข้าถ้ำ ในถ้ำไม่ได้สวยมากมายอะไรสำหรับเราค่ะ แต่ว่าที่ชอบคือวิววังเวียงมุมสูงจากบนนี้

IMG_9557

IMG_9562

IMG_9573

พอเที่ยวถ้ำเสร็จ เราก็ขับกลับมากลางเมือง หาทริปสำหรับวันพรุ่งนี้กัน เพราะตั้งใจว่าจะขึ้นบอลลูนที่นี่ตั้งแต่ก่อนมา (เค้าว่ากันว่าถูกที่สุดในโลก) ก็เลยตั้งหน้าตั้งตาหาเป็นพิเศษ มาเจอเอเจนซี่นึง คนขายอัธยาศัยดีค่ะ ค่าบอลลูนคนละ 78 US แล้วก็ซื้อ day trip ไปเที่ยวถ้ำ 4 แห่ง ล่องห่วงยางพ่วงไปด้วยเลย อีกคนละ 140,000 กีบ เสร็จแล้วก็มุ่งหน้าหาข้าวเย็นกินกัน

อาหารเย็นวันนี้ทำให้เราค้นพบว่า บางทีก็อย่าเชื่อไกด์บุ๊คมากเกินไปค่ะ ในไกด์บุ๊คที่เราพกไปแนะนำหลายร้านเหมือนกัน แต่เราลองเข้าร้านเวียงจำปา และได้ค้นพบว่ามันก็งั้นๆ นะ ไม่ได้อร่อยมากมายอะไร แต่ก็ไม่แย่ อาหารที่นี่คล้ายๆ กันเกือบทุกร้าน ขายอาหารไทย ลาว อิตาเลียนจำพวกพิซซ่า สปาเก็ตตี้ คล้ายๆ กันหมด

IMG_9601

IMG_9602

IMG_9603

IMG_9604

IMG_9605

ข้อควรระวังในการสั่งข้าวเหนียวที่นี่ ขอให้ลองสั่งมาก่อนสักที่ก็พอ เพราะเราคิดว่ามันจะกระติ๊บเล็กๆ เท่าบ้านเรา แต่เปล่าเลย มันมากระติ๊บใหญ่มาก แถมอัดมาเต็ม แบบที่กินได้กระติ๊บละ 3-4 คน กระติ๊บละ 20 บาทค่ะ เป็นคล้ายๆ กันเกือบทุกร้านเท่าที่เจอมา (กระทั่งซื้อแบบข้างทาง ราคา 20 บาท ก็ได้ใส่ถุงมาแบบเยอะมากจริงๆ)

IMG_9614

ขาเดินกลับที่พัก จะผ่านโซนที่มีร้านโรตีตั้งเรียงรายหลายร้านมากๆ ก็เลยต้องขอแวะชิมซักหน่อย โรตีที่วังเวียงรสชาติใช้ได้ค่ะ สนนราคา 10,000 กีบ ส่วนใหญ่ร้านจะขายโรตี เบอร์เกอร์ ข้าวจี่ ผสมๆ กันในร้านเดียว บางร้านถ้ามีน้ำปั่น ก็จะมีขายเหล้าปั่นด้วย

IMG_0778

IMG_0780

IMG_0987

อิ่มท้องตึงสุดๆ ก็กลับที่พัก รีบนอนค่ะ พรุ่งนี้ต้องตื่นไปขึ้นบอลลูนแต่เช้าเลย

วันที่ 3 : วังเวียง    

ตื่นตี 5.30 เพราะต้องไปขึ้นบอลลูน 6 โมงเช้าค่ะ รถมารับตรงใกล้ๆ ที่พัก แต่เป็นรถกระบะ นั่งกระบะหลังหนาวสะท้านกันไปตลอดทาง ช่วงเวลาตอนดูเค้าเป่าลมใส่บอลลูนตื่นตาดี เค้ามีพัดลมตัวไม่ใหญ่เลย ค่อยๆ เป่าลมใส่เข้าไป มีคนคอยขยับโน่นนี่ มันใหญ่ขนาดที่คนเดินเข้าไปข้างในได้ด้วย พอลมเริ่มจะเต็ม เค้าก็จะเริ่มเป่าไฟทำให้อากาศร้อน ส่งให้กระเช้าลอยตัว พอจับกระเช้าตั้งได้ เค้าก็จะเรียกผู้โดยสารไปขึ้นพร้อมออกเดินทางค่ะ กระเช้าใหญ่จะอยู่ได้ประมาณ 7-8 คน

IMG_9635

IMG_9640

IMG_9644

IMG_9652

IMG_0811

ในกระเช้าจะมีคนขับด้วย 1 คน เป็นชาวจีน และเป็นกิจการบอลลูนของจีนค่ะ (ทั้งวังเวียงมีเจ้าเดียว จะซื้อจากเอเจนซี่ไหนก็มาใช้บริการอันเดียวกันหมด) ตอนกระเช้าค่อยๆ ลอยขึ้นตื่นเต้นดี มันนิ่งกว่าที่คิดไว้มาก ไม่โคลงเลยแม้แต่นิดเดียว

พนักงานที่เป็นคนลาวด้านล่างบอกเราก่อนขึ้นว่า ถ้าชอบทะเลหมอก วันนี้ก็โชคดีมากๆ พอขึ้นมาถึงได้รู้ว่าที่เค้าพูดมันเป็นยังไง หมอกคลุมยอดเขาทั่วไปหมด สวยเกินบรรยายจริงๆ ค่ะ ถ่ายรูปมาก็ยังสวยไม่เท่าที่ตาเห็นกับความรู้สึกตอนนั้นเลย พระอาทิตย์ค่อยๆ โผล่ขึ้นมา เรียกว่าคุ้มมากที่ยอมตื่นเช้าขนาดนี้ ได้อยู่บนกระเช้าประมาณ 40 นาทีค่ะ ลอยไปเรื่อยๆ แล้วแต่ลม พอจะลง เราเห็นคนขับเค้าวอ คงจะบอกพิกัดคนข้างล่างว่าจะไปลงตรงไหน เป็นหน้าที่คนขับที่จะต้องหาที่ลงที่เหมาะสม ของพวกเราไปลงกันกลางทุ่งเลยค่ะ แต่รถก็ขับเข้ามารับได้ แม้ทางจะลำเค็ญนิดหน่อยก็ตาม

IMG_9667

IMG_9672

IMG_9681

IMG_9699

IMG_9715

IMG_9726

IMG_0863

กลับมาถึงที่พักเราก็ต้องรีบกินข้าวเช้ากัน เพราะต้องไปเดย์ทริปตอน 9 โมงเช้า มีเวลากินข้าว 40 นาทีแถมต้องไปเปลี่ยนชุดพร้อมลุยน้ำด้วย อาหารเช้าที่นี่มีให้เลือก 2 อย่าง คือ American Breakfast กับ English Breakfast เครื่องดื่มให้เลือกน้ำส้ม ชา กาแฟ เราเลือกน้ำส้มค่ะ เป็นน้ำส้มคั้นสดด้วย หวานชื่นใจ (เค้าไม่ได้ใส่น้ำตาลเพิ่มแต่อย่างใด แต่ส้มที่นี่หวานรสแบบนี้จริงๆ ไม่มีรสเปรี้ยวเลยซักนิดค่ะ)

IMG_9738

ไปตามนัด 9 โมงที่หน้าเอเยนต์ที่ซื้อทริปเมื่อวาน มีรถ ATV จอดอยู่ด้านหน้าด้วย คนขายบอกว่าคราวหน้ามาให้มาลองอันนี้นะ ขับไปตามทางเที่ยวที่ต่างๆ โดยมีคนนำ สนุกมาก ใครได้แวะไป ก็ลองไปลองกันดูได้นะคะ น่าสนุกดี

IMG_0868

สายหน่อย แต่อากาศก็ยังเย็นอยู่ดี แต่พวกเราต้องมาในชุดเสื้อกับกางเกงขาสั้น พกของไปน้อยชิ้นที่สุด เพราะเดี๋ยวจะกลับมาด้วยการล่องห่วงยางค่ะ รถมารับแล้วนั่งต่อไป 17 กิโลได้ ไปถึงก็จะมีเป็นกรุ๊ปๆ พร้อมไกด์นำ กลุ่มเรา 5 คน ได้รวมกับฝรั่งฮอลแลนด์สาวใหญ่ 2 คนเป็น 7 คน ไกด์อัธยาศัยดีทีเดียว ก่อนอื่นเค้าก็แจกถุงกันน้ำกับน้ำให้คนละขวดค่ะ แล้วก็พาเดินไปถ้ำช้างก่อนเป็นที่แรก ตรงนี้เป็นเหมือนแค่วัดแล้วก็มีหินที่รูปร่างเหมือนช้าง ยังไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นนัก ถ้ำที่สองเดินไปอีกพักใหญ่ถึงจะถึงทางเข้า ชื่อ ถ้ำหลุบ ทางเดินเข้าถ้ำและในตัวถ้ำวิบากพอควร ในถ้ำจะมืดสนิทเลยค่ะ พวกเราได้รับแจกไฟฉายที่เอาไว้คาดหัวคนละอันแล้วก็คอยเดินตามไกด์เท่านั้น ก็เป็นอีกประสบการณ์ที่แปลกดี แต่เหนื่อยใช้ได้เลย ถ้ำที่สามชื่อถ้ำหอย อันนี้วิบากน้อยกว่าเยอะ แต่ก็ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ ไกด์บอกว่าจะมีถ้าเดินเข้าไปลึกมากๆ แต่ใช้เวลานาน

IMG_0878

IMG_0880

IMG_0886

IMG_0894

ถ้ำที่สี่ชื่อถ้ำน้ำ น่าจะเป็นไฮไลท์ของที่นี่เลย ตรงบริเวณปากถ้ำมีซุ้มไม้ไผ่ตั้งโต๊ะกินข้าวหลายซุ้มเลยค่ะ พวกเราพักกินข้าวเที่ยงกันก่อนเพราะคิวเข้าถ้ำยาวพอควร ข้าวเที่ยงที่ไกด์หอบมาให้คือข้าวผัด แล้วก็มีบาร์บีคิวไก่คนละ 2 ไม้ใหญ่ๆ มีขนมปังบาแกตต์คนละ 1 ชิ้น และกล้วย กินจริงจังก็อิ่มใช้ได้เลย พอกินเสร็จคิวเข้าถ้ำก็ว่างพอดี ถ้ำนี้เป็นถ้ำเตี้ยๆ มีน้ำ ต้องล่องห่วงยางแล้วสาวเชือกเข้าไปค่ะ ข้างในมืดสนิทเหมือนกัน ต้องคาดไฟฉายไปด้วย เห็นคนอื่นเค้าเล่นกันนึกว่าไม่เย็นเท่าไหร่ แต่พอเอาเท้าตัวเองจุ่มน้ำนี่สะท้านเฮือกเลย เหมือนน้ำแช่น้ำแข็งอ่ะค่ะ ถ้ากินก็คงชื่นใจดี วินาทีที่ต้องเอาตัวลงไปในห่วงยาง ให้น้ำเย็นๆ กระทบหลังนี่สุดๆ ไปเลย หนาวตัวสั่นกึกๆ แล้วค่อยๆ ล่องตามกันเข้าไป ในตัวถ้ำไม่มีอะไรเป็นพิเศษ แต่คงเป็นประสบการณ์มันๆ ในการล่องห่วงยางเข้ามามากกว่า ถ้าเป็นหน้าร้อนคงสนุกกว่านี้มากค่ะ นี่ออกแนวทรมาน หนาวสะท้านจิตจริงๆ

IMG_0910

IMG_0912

IMG_0940

IMG_0946

พอออกมา เราก็เดินกันไปอีกไกล ผ่านหมู่บ้านม้ง แล้วก็มาถึงจุดที่รถมารอ รถขับพาพวกเราไปลงตรงจุดที่จะเริ่มล่องห่วงยางกัน (อีกครั้ง) คราวนี้เป็นในแม่น้ำ ล่องชมธรรมชาติ จริงๆ เค้ามีให้เลือกระหว่างพายคายัก กับล่องห่วงยาง แต่เมื่อวานด้วยความไม่รู้และเห็นว่าแปลกดี พวกเราเลยเลือกล่องห่วงยางเอาไว้ ถึงตอนนี้จะเปลี่ยนใจก็ไม่ทันแล้ว

IMG_0932

IMG_1166

IMG_0951

น้ำตรงนี้ก็ยังเย็นอยู่ดี แม้จะน้อยกว่าในถ้ำนิดหน่อย ระยะทางที่ไกด์บอกไว้คือ 5 กิโล เหมือนไม่ไกล แต่เอาจริงๆ นานมาก ไม่ถึงซักทีค่ะ มีแวะบาร์น้ำกินขนมกันนิดๆ หน่อยๆ ก่อนจะล่องกันต่อ ไกด์จะพายคายักคอยดูแลไปตลอดทางด้วย หลังๆ เริ่มอยากกลับเร็ว และเหนื่อย เลยเกาะคายักกันไปเป็นแถบๆ ทุ่นแรงดี

ขากลับผ่านมาถึงหน้าที่พักด้วย ถามไกด์ ไกด์บอกว่าจะขึ้นตรงนี้ก็ได้ ก็เลยได้ขึ้นกลับที่พักอย่างใกล้มากๆ ดีใจสุดๆ เพราะหนาวมาก อยากจะรีบอาบน้ำแล้ว

อาบน้ำเสร็จ หาข้าวกินกัน วันนี้ลองเชื่อไกด์บุ๊คดูอีกที ไปร้านเบเกอรี่หลวงพระบาง (ที่มาเปิดสาขาที่วังเวียง) ปรากฏว่าไม่ผิดหวัง อาหารอร่อยทุกอย่างจริงๆ สั่งกันแบบลืมตัว และกินกันจนท้องกาง

IMG_0971

สลบเหมือดอย่างเคยค่ะ เพราะใช้พลังงานเต็มที่ทั้งวันจริงๆ

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s